หวังว่าเวปเพจนี้จะมีประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยแสงเลเซอร์บ้างนะคะ
* * *
ก่อนอ่านประสบการณ์การทำพีอาร์เคของดิฉัน หากต้องการข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับเลสิคและพีอาร์เคโดยละเอียด กรุณาเข้าไปหาหาข้อมูลได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้
http://medinfo.psu.ac.th/ophthalmology/lasik.html
http://www.bangkoklasik.com/lasik_center.htm
http://www.vibhavadi.com/web/health_detail.php?id=42&PHPSESSID=34dae00b8211726e81ad94dcb2ea81c1
หรือ http://www.google.com เสิร์ชหาคำว่า เลสิค หรือ PRK
* * *
"ประสบการณ์พีอาร์เค (เลสิค)" แบ่งออกเป็น 8 หัวข้อ เลือกอ่านกันได้ตามสบายนะคะ ถ้าใครมีถามคำถามก็ให้ทิ้งไว้ที่กล่องคอมเมนท์หรือไม่ก็ส่ง PM มาก็ได้ค่ะ
1. เรียนรู้ปัญหาและความจำเป็น
2. สอบถามข้อมูล
3. ตรวจสุขภาพตา
4. เตรียมตัวขึ้นเขียง
5. เข้าห้องเชือด
6. เจ็ดวันแรก และการดูแลตัวเองหลังจากทำเลสิค
7. อาการหลังจากนั้น
* * *
1. เรียนรู้ปัญหาและความจำเป็น
ดิฉันใช้เวลาคิดและไตร่ตรองถึงการทำเลสิคมาตั้งแต่ตอนที่เรียนมัธยมปลายแล้ว เนื่องจากรู้ตัวว่ามีปัญหากับการใส่ทั้งแว่นและคอนแทคเลนส์
แต่ก่อนดิฉันใส่แต่แว่นอย่างเดียว แต่มาริเริ่มที่จะใส่คอนแทคเลนส์ตอนมัธยมปลายเพราะอยากเปลี่ยนบุคลิคตัวเองและอีกอย่างขนตาล่างของดิฉันมีลักษณะแปลกประหลาดกว่าชาวบ้าน คือขนตาล่างจะชี้ทิ่มเข้าไปในตาดำพอดี อยู่มาตั้งนานไม่รู้สึกรำคาญ แต่มาทนไม่ไหวเอาตอนที่เรียน ม.6 เนี่ยแหละ เลยเลี่ยงไปใส่คอนแทคเพราะเวลาที่ใส่เลนส์แล้วจะกันขนตาทิ่มตาดำได้ด้วย
แต่เมื่อใส่คอนแทคเลนส์ไปเป็นระยะเวลานาน ๆ จะเกิดอาการตาแห้ง ซึ่งเวลาตาแห้งตาจะมัวและมองเห็นไม่ค่อยชัด และพอจะกลับไปใส่แว่นอย่างเดิมก็รู้สึกว่าทนอาการขนตาทิ่มตาไม่ได้แล้ว ช่วงที่เรียนขั้นอุดมศึกษาเลยแก้ปัญหาด้วยการใส่แว่นสลับกับคอนแทคเลนส์ ใส่เลนส์เวลาที่ไปเรียนและใส่แว่นเวลาอยู่บ้าน (หอพัก) แต่หากใส่เลนส์นานกว่า 6 ชม. จะมีอาการตาแห้งจนน่ารำคาญ
จุดเปลี่ยนมาเริ่มตอนที่เรียนจบมาทำงาน
ดิฉันทำงานสายการบินซึ่งไม่อนุญาตให้พนักงานใส่แว่นเวลาที่ใส่ยูนิฟอร์ม นัยว่าพนักงานที่ไม่ใส่แว่นดูสวยกว่าใส่แว่น ดิฉันจึงต้องใส่เลนส์วันนึงไม่ต่ำกว่า 8 ชม ทำงานในห้องแอร์จึงทำให้อาการตาแห้งนั้นรุนแรงขึ้นกว่าแต่ก่อน
และสืบเนื่องมาจากดิฉันคิดการณ์ไกลอยากไปสอบนักบิน (ถ้าเป็นไปได้) และอีกหลาย ๆ เหตุผล
... และแล้ว ดิฉันก็มีเงินเก็บอยู่ 1 ก้อน พอที่จะทำเลสิคได้
2. สอบถามข้อมูล
เนื่องจากเรามีตากันอยู่คนละ 1 คู่ จึงต้องคิดเยอะกันหน่อยใช่ไหมคะว่าหากเราไปนอนให้หมอเอาเลเซอร์มายิง ๆ ๆๆๆ เข้าไปในตาเนี่ยจะเป็นยังไงกันบ้าง
ดิฉันก็เริ่มสอบถามเอาจากคนรู้จักที่เขาไปทำเลสิคมาแล้ว หาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต และโทรไปคุยกับศูนย์เลสิคที่ต่าง ๆ จนกระทั่งได้ที่ที่พอใจ ... ปัจจัยในการเลือกสถาณที่ทำเลสิคของดิฉันก็คือความสบายใจถึงความปลอดภัยของเราที่จะทำ ความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของศูนย์ที่เราจะไปทำ และราคา
3. ตรวจสุขภาพตา
ก่อนที่จะทำเลสิค จะต้องมีการตรวจสุขภาพตาเสียก่อน ซึ่งคุณหมอผู้ตรวจจะเป็นคนที่ตัดสินใจว่าสภาพของลูกตาเรามีความพร้อมที่จะทำเลสิคได้หรือไม่ฉันเลือกที่จะไปตรวจสุขภาพตาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งซึ่งเพื่อนของดิฉันได้ไปทำเลสิคมาที่ รพ นั้นก่อนหน้านี้แล้ว
ที่ดิฉันเลือกไปตรวจสุขภาพตาที่ รพ แห่งนั้นก็เพราะว่าทางศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ของที่นั่นให้ข้อมูลที่ดิฉันจำเป็นจะต้องรู้เกี่ยวกับการทำเลสิคได้ดีมากมาย และให้ดิฉันถามคำถามได้มากเท่าที่ดิฉันพอใจอยากจะถาม ซ้ำยังเสนอที่จะส่งรายละเอียด (ซึ่งละเอียดจริง ๆ) เกี่ยวกับการผ่าตัดมาให้ที่บ้านอีกต่างหาก (ฟรี)
ถึงวันที่ดิฉันไปตรวจดิฉันก็ยังคิดอยู่ว่า หากหมอไม่ทำให้ดิฉันเกิดความมั่นใจที่จะเข้ารับการผ่าตัด ดิฉันก็จะเปลี่ยน รพ ทันทีโดยจะไม่เสียดายค่าตรวจตาซึ่งมันก็มากเอาการอยู่
13 ก.ค.49 ดิฉันเข้ารับการตรวจสุขภาพตา ซึ่งประกอบด้วยการวัดสายตาอย่างละเอียดมาก ตรวจสุขภาพตา และพูดคุยสอบถามกับคุณหมอจนได้รับข้อมูลจนพอใจ
ผลการตรวจสุขภาพลูกตาของดิฉันคือ ลูกตาแข็งแรงดีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแก้วตา จอตา ไม่มีต้อ ไม่มีโรคใด ๆ แต่มีปัญหา 1 ปัญหาที่ถือว่าค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่นั่นคือ น้ำในตาของดิฉันมีน้อย (ที่บ่นว่าตาแห้งๆ นั่นแหละ) และดิฉันไม่อาจจะผ่าตัดได้ด้วยวิธีเลสิค แต่หากอยากแก้ไขปัญหาสายตา คุณหมอแนะนำวิธี "PRK"
เลสิคกับพีอาร์เคนั้น ต่างกันตรงที่ว่า คนที่ผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยวิธีเลสิคจะต้องกรีดกระจกตาเปิดขึ้นมาก่อนแล้วค่อยยิงเลเซอร์เข้าไปที่จอตา ส่วนวิธีพีอาร์เคนั้นเป็นการยิงเลเซอร์เข้าไปที่กระจกตาเลยตรง ๆ (เพื่อลดหรือเพิ่มความนูน หรือทำให้กระจกตากลมขึ้น) ซึ่งพีอาร์เคเป็นวิธีเก่าแก่ที่ทำกันมานานแล้ว แล้วจึงพัฒนามาเป็นเลสิคทีหลัง โดยทั้งสองวิธีใช้แสงเลเซอร์และเครื่องมือตัวเดียวกัน (จากวิธีการของ รพ ที่ดิฉันเข้ารับรักษามาคุณหมอเขาว่ายังงี้)
สิ่งที่เลสิคทำแล้วเสี่ยงมากที่สุดก็คือ อาการตาแห้ง (แห้งมากกว่าเดิม) เพราะในแก้วตาของคนเราเส้นประสาทที่สั่งการให้ผลิตน้ำตาหรืออะไรเทือก ๆ นั้นอยู่ การกรีดกระจกตาจะทำให้ตาของเราไม่สามารถผลิตน้ำตามาได้มากเท่าเดิมเพราะเส้นประสาทเหล่านั้นถูกตัดขาด ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปซักระยะหนึ่งเส้นประสาทนั้นจะสามารถสร้างขึ้นมาได้อีก แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดได้น้อยกว่าเดิม ดังนั้นในกรณีคนที่มีตาแห้งเช่นดิฉันจึงไม่ควรเสี่ยงที่จะกรีดกระจกตาทำเลสิค เพราะจะเสียงต่อการเกิดอาการตาแห้งถาวร และต้องหยอดน้ำตาเทียมไปตลอดชีวิต
ข้อดีของเลสิคที่ดีกว่าพีอาร์เคก็คือ การมองเห็นชัดของทั้งตอนกลางวันและกลางคืนจะกลับมาเร็วกว่าพีอาร์เค และอาการเจ็บเคืองตาก็จะน้อยกว่า แผลเล็กกว่าและหายเจ็บเร็วกว่า
ดังนั้นดิฉันจึงไม่ควรทำเลสิค และเลี่ยงไปทำพีอาร์เคแทน
แต่คนทุกคนก็ไม่ใช่ว่าจะทำพีอาร์เคได้ คนที่จะทำพีอาร์เคได้ จะต้องมีคุณสมบัติสองสามอย่าง เช่น แก้วตาหนา สายตาสั้นและเอียงไม่มาก หากต้องการรายละเอียดมากกว่านี้ให้ไปหาอ่านเอาในลิงค์การแพทย์ที่ให้ไว้ด้านบนนั่นนะคะ
4. เตรียมตัวขึ้นเขียง
ก่อนที่จะมาเข้ารับการตรวจสภาพตาและการทำเลสิค หากใส่คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม ต้องงดใส่เลนส์อย่างน้อย 3 วัน หรือถ้าใส่เลนส์แบบแข็งต้องงดใส่อย่างน้อย 7 วัน เพราะการใส่คอนแทคเลนส์จะทำให้กระจกตาของเราโค้งมนมากกว่าปกติ และจะทำให้ค่าสายตาที่วัดได้ไม่ตรงกับความจริง และสำหรับผู้ที่ใส่แว่นก็ไม่ต้องงดใส่แว่นสายตา เพราะแว่นตาไม่ทำให้กระจกตาผิดรูปทรงไป
สำหรับดิฉันนั้นใส่เลนส์แบบนิ่ม แต่ก็หยุดใส่คอนแทคเลนส์ก่อนหน้าวันที่จะตรวจถึง 5 วัน (นัยว่ายิ่งหยุดนานยิ่งดี)
ความเดิมจากตอนตรวจสุขภาพตานั้น เมื่อตรวจสภาพตาและคุณหมอฟันธงว่าดิฉันสามารถทำการรักษาสายตาด้วยวิธีพีอาร์เคได้แล้ว คุณหมอก็บอกให้กลับบ้านมาทำใจและฝึกทำสมาธิโดยการจ้องแสงเล็ก ๆ เป็นเวลานิ่ง ๆ ซัก 30 - 60 วินาที เพราะตอนที่ยิงแสงเลเซอร์นั้น สายตาเราจะต้องมองนิ่งที่จุดสีแดงของเครื่องยิงเลเซอร์
นอกจากนั้นยังต้องไปเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อ HIV เพื่อเอาผลมายืนยันกับทางทีมแพทย์ว่าเราไม่ได้มีโรคติดต่อร้ายแรงและยังต้องสระผมก่อนเข้ารับการผ่าตัด 1 วัน
และสำหรับดิฉันต้องกลับมาเตรียมตัวเป็นพิเศษอีกเรื่องหนึ่งก็คือการถอนขนตา ... ก็ไอ่ขนตาล่างที่เคยบอกว่ามันทิ่มเข้าไปในลูกตาดำนั่นแหละ หมอแกเสริมว่าวิธีการรักษาขนตาล่างที่ผิดปกติแบบนี้มีอยู่สามวิธีคือ 1.การถอนขนตาเส้นที่ทิ่มตาออก 2.ใช้เลเซอร์จี้ให้รากขนหยุดผลิดเส้นขนตาถาวรไปเลย หรือ 3.ผ่าตัดศัลยกรรม ซึ่งสองวิธีหลังนั้นดิฉันจะต้องไปเสาะหาแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญทั้งเรื่องตาและศัลยกรรมตกแต่งด้วย แต่เนื่องจากไม่มีเวลาเลยต้องใช้วิธีถอน ....
ก็ใช้แหนบที่เราใช้ดึงขนคิ้ว ขนจมูกนั่นแหละ ถอนขนตาล่าง ถ้าอยากรู้ว่ามันส์แค่ไหนต้องลองกันเองนะคะ (กรุณาเตรียมทิชชู่ 1 แผ่นต่อขนตา 1 เส้น)
อ้อ ย้ำนิดนึงสำหรับคนที่จะไปตรวจสุขภาพตากับคนที่จะไปทำเลสิคว่าไม่ควรขับรถไปเองนะคะ เพราะว่าตอนที่ไปตรวจสุขภาพตาจะมีการหยอดยาขยายม่านตาทำให้ไม่สามารถมองอะไรได้ชัดเจนไปซักระยะใหญ่ ๆ ส่วนคนที่ไปทำเลสิคเนี่ย ... ก็เหมือนเพิ่งเข้าไปผ่าตัดมาน่ะค่ะ ทางที่ดีพาญาติหรือเพื่อนไปด้วยจะดีกว่านะคะ
5. เข้าห้องเชือด
เราคนไทยใจเกินร้อยอยู่แล้ว หลังจากที่ตรวจตาผ่านดิฉันก็นัดคุณหมอเพื่อมาเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขสายตาในวันรุ่นขึ้นทันทีทันใดเลย
14 ก.ค.49 ดิฉันมีนัดกับคุณหมอประมาณบ่ายสอง ในวันผ่าตัดนี้คุณหมอแนะนำให้อาบน้ำก่อนที่จะมาโรงพยาบาล และใส่เสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย โดยที่ห้ามใส่น้ำหอม ทาครีมหรือแต่งหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น
เมื่อไปถึง รพ คุณนางพยาบาลก็พาเข้าไปนั่งเก้าอี้นวมตัวใหญ่ที่สามารถเอนนอนได้ด้วยในห้อง "สงบจิตใจ" มีวีดิทัศน์เกี่ยวกับการทำเลสิคให้ดู ซึ่งในห้องนั้นคุณนางพยาบาลใจดีให้ยาแก้ปวด 2 เม็ด และยาคลายกังวลอีก 1 เม็ด มาทานก่อนที่จะเข้าห้องเชือด
จากนั้นก็เป็นการหยอดยาฆ่าเชื้อและยาชาที่ตาทั้งสองข้างหลายรอบ ..... จำไม่ได้แน่ว่ากี่รอบเพราะยาคลายกังวลเริ่มออกฤทธิ์หน่อย ๆ แล้ว
พอสิ้นพิธีการกินยา + หยอดยาแล้ว คุณหมอก็เข้ามาย้ำอีกรอบถึงสิ่งที่หมอและสิ่งที่คนไข้จะต้องทำเมื่ออยู่ในห้องผ่าตัด จากนั้นดิฉันก็สวมเสื้อคลุมและหมวกเตรียมตัวเข้าห้องผ่าตัด แล้วคุณพยาบาลคนเดิมพาเข้าไปห้อง air shower ซึ่งจะเป็นการกำจัดฝุ่นละอองที่ตกค้างอยู่บนตัว ..... และก็พาดิฉันเดินเข้าห้องเชือด
.... ขาของดิฉันเริ่มรู้สึกอ่อนแรง
ในห้องผ่าตัด คุณหมอสั่งให้ดิฉันนอนหงายลงบนเตียงซึ่งมีขนาดพอดีตัว น่าแปลกที่ไม่มีเครื่องพันธนาการร่างกายใด ๆ เลย (ไม่กลัวคนไข้ดิ้นหนีหรอค๊า) พอนอนลง ก็มีคนเอาหมอนแข็งโป๊กรูปทรงกระบอกอันเท่าหมอนข้างอันเขื่อง ๆ แต่มีความยาวแค่ฟุตครึ่งมารองไว้ให้ใต้เข่าเป็นนัยว่าให้เรานอนสบายในท่าที่ถูกสุขลักษณะ = =' (ยังมีอารมณ์คิดเรื่องนี้อีกนะ ดิฉันเครียดจะตายอยู่แแล้ว) จากนั้นก็เอาตุ๊กตาหมีนิ่ม ๆ 2 ตัวยัดใส่มือดิฉันข้างละตัว ซึ่งคุณหมอบอกว่าเอาไว้ให้เราบีบทำสมาธิหรือคลายเครียดก็ได้ยามที่คุณหมอกำลังยิงเลเซอร์
จากนั้นก็เป็นขั้นตอนการเก็บขนตา ซึ่งที่เก็บขนตาเป็นแผ่นเหนียว ๆ เหมือนสติกเกอร์แผ่นเบ้อเริ่มแปะอยู่บนตาข้างที่กำลังจะยิงเลเซอร์ สำหรับดิฉันนั้นคุณหมอเริ่มที่ตาขวาก่อน ที่เก็บขนตาจะทำหน้าที่เก็บขนตาของเราเอาไว้ใต้แผ่นเหนียว ๆ นั้นเพื่อป้องกันขนตาบังตาดำซึ่งจะรบกวนการยิงเลเซอร์ได้ และคุณหมอก็ใส่ที่ถ่างตาให้
ที่ถ่างตาเห็นแว๊บ ๆ ว่ารูปร่างคล้ายกับคีม ซึ่งไอ้ที่ถ่างตานี้จะทำหน้าที่แหกตา .. เอ๊ย ทำหน้าที่ถ่างตาเรากันไม่ให้เรากระพริบตาเวลาที่ยิงเลเซอร์ แล้วคุณหมอก็ทำความสะอาดลูกตาเรา ใช้อะไรเช็ดก็ไม่รู้จำได้แต่ว่าเช็ดอยู่นานมาก
แล้วคุณหมอก็บอกว่าจะเริ่มยิงเลเซอร์ที่ตาขวาละน๊า พร้อมทั้งเลื่อนเครื่องยิงเลเซอร์มาไว้บนหน้า (เครื่องอยู่ห่างจากหน้าประมาณนิ้วเดียวเท่านั้น) และบอกว่าจะมีแสงให้เรามองแสงกระพริบ ๆๆ ที่อยู่ตรงหน้าเรา มองนิ่ง ๆ ห้ามกลอกลูกตาหนี
จากนั้นก็เริ่มกระบวนการยิงเลเซอร์ที่ตาขวา ...
ในตาของดิฉันมองอะไรไม่ใคร่เห็นเสียแล้ว เห็นแต่แสงกระพริบ ๆ ที่คุณหมอแกบอกว่าให้จ้องไว้ ได้ยินแต่เสียงแต๊ก ๆ ของเครื่องยิงเลเซอร์และเสียงของตัวเองคุญกับของคุณหมอที่บรรยายอยู่ข้าง ๆ พร้อมกันนั้นก็มีกลิ่น .... กลิ่นใหม้น้อย ๆ เหมือนตอนที่ดิฉันไปจี้ไฝที่ต้นคอออก แหะ ๆ บอกไม่ถูกเหมือนกัน เอาเป็นว่าอย่าคิดมากเรื่องกลิ่นละกัน
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ทำการยิงเลเซอร์ที่ตาขวาเสร็จ (เตรียมตัวกันเป็นครึ่งค่อนชั่วโมงเพื่อหนึ่งนาทีที่ว่านี้แหละ) พร้อมกันนั้นคุณหมอก็เลื่อนเครื่องยิงเลเซอร์ออกไปด้านข้างและถอดที่ถ่างตาและแผ่นเก็บขนตาออก ซึ่งยังแซวคุณหมอว่ามีบริการลอกหน้าแถมให้ด้วย (แอบกัดคุณพยาบาลซึ่งดึงแผ่นเก็บขนตาออกแรงมาก) และมาถึงตอนนี้คุณหมอก็บอกให้เราถอนหายใจลึก ๆ เพื่อระบายความเครียดออกไปบ้าง ... ตอนนี้ล่ะ
"เอ่อ หมอคะ หนูว่าไอ้หมีสองตัวที่มือหนูป่านนี้มันตายคามือไปแล้วค่ะ"
เพราะความกลัวเจ็บเลยทำให้ดิฉันเผลอกำเจ้าหมีทั้งสองไว้แน่น แต่คุณหมอก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมยังขำซะอีก
จากนั้นคุณหมอก็หยอดตาเพื่อล้างทำความสะอาดและใส่คอนแทคเลนส์ทางการแพทย์ที่มี power อ่อน ๆ เพื่อปิดแผล ซึ่งการผ่าตัดด้วยเลเซอร์นี้หากเป็นวิธีเลสิคจะไม่ต้องใช้คอนแทคเลนส์ปิดแผล แต่เนื่องจากดิฉันผ่าตัดด้วยวิธีพีอาร์เคจึงทำให้พื้นที่ในการเป็นแผลมีมากกว่าจึงต้องปิดแผลด้วยคอนแทคเลนส์เป็นระยะเวลา 1 อาทิตย์ จากนั้นก็ครอบตาด้วยที่ครอบตาใส
หลังจากที่ให้เวลาผ่อนลมหายใจแก้เครียดกันแล้ว ก็เริ่มกระบวนการเดิมที่ตาซ้ายตั้งแต่เก็บขนตา ใส่ที่ถ่างตา ทำความสะอาดและเริ่มยิงเลเซอร์ ซึ่งที่ตาข้างซ้ายนี้ดิฉันค่อนข้างผ่อนคลายเพราะทราบแล้วว่าการยิงเลเซอร์ไม่ได้ทำให้เกิดความเจ็บปวดแต่อย่างใด แค่รู้สึกระคายเคืองนิดเดียว แล้วกระบวนการก็เป็นไปจนสิ้นสุด และในที่สุดดิฉันก็มีที่ครอบตาใสใส่พร้อมกันสองข้างเป็นไอ้มดแดง หรือไอ้แมงวันอะไรก็แล้วแต่
เป็นไอ้มดแดงเช่นนี้แล
หลังจากออกมาจากห้องผ่าตัดแล้ว คุณพยาบาลก็จับดิฉันใส่รถเข็นและมาอธิบายให้ฟังถึงอาการเจ็บตาที่ดิฉันจะต้องเผชิญหลังจากที่ยาแก้ปวดหมดฤทธิ์ซึ่งถ้าดิฉันเจ็บตาก็ให้กดกริ่งเรียกพยาบาลที่วอร์ดเพื่อขอยาแก้ปวดเจ็บตา พร้อมกันนั้นเธอก็ทำท่าเห็นใจว่าดิฉันจะต้องเจ็บมากแน่ ๆ และปล่อยให้เจ้าหน้าที่อีกคนเข็นดิฉันเข้าห้องพัก ซึ่งตอนนั้นยาคลายกังวลที่กินไปก่อนจะเข้าห้องผ่าตัดกำลังออกฤทธิ์เต็มที่ดิฉันเลยฟังพยาบาลพูดแบบหลับ ๆ ตื่น และพอถึงห้องพักก็พยายามถ่างตากินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็หลับปุ๋ยไปเลย
(((ไม่ต้องนอนที่ รพ หลังจากที่ยิงเลเซอร์ก็ได้ค่ะ ความจริงสามารถกลับบ้านได้เลยแต่ดิฉันเห็นว่าไหน ๆ วันรุ่งขึ้นก็ต้องกลับมาตรวจอีกรอบอยู่แล้วก็เลยตัดสินใจนอนที่ รพ เลยดีกว่าจะได้ไม่ต้องยุ่งยากเดินทางไป ๆ มา ๆ และอีกอย่าง รพ ที่ดิฉันไปรับการรักษามีโปรโมชั่นห้องพัก (ห้องสูท) ฟรีสำหรับผู้ที่มาทำเลสิคและพีอาร์เคค่ะ)))
ดิฉันตื่นมาอีกทีราว ๆ หนึ่งทุ่ม รู้สึกแสบเคืองตานิดหน่อยและมีน้ำตาไหล เลยกดกริ่งเรียกพยาบาล ซึ่งก็ได้ยาแก้ปวดและยานอนหลับมากิน
... การนอนหลับคือสิ่งที่ดีที่สุดในการรักษาแผลผ่าตัดค่ะ
6. เจ็ดวันแรก และการดูแลตัวเองหลังจากทำเลสิค
วันที่ 15 ก.ค. วันแรกของการพักฟื้นหลังทำพีอาร์เค
ตอนสาย ๆ เจ้าหน้าที่เข้ามารับเราจากห้องพักพาไปถอดที่ครอบตาไอ้มดแดงออกและตรวจสภาพตาอีกครั้ง คุณหมอพยายามให้อ่านชาร์ตวัดค่าสายตาแต่สายตาเราสู้แสงไม่ค่อยได้และยังมองเห็นไม่ค่อยชัดนัก หมอบอกว่าไม่มีอาการติดเชื้อและปล่อยเรากลับบ้าน
คุณหมอบอกให้เราหยอดยาฆ่าเชื้อที่ให้ไปอย่างสม่ำเสมอ และให้ใส่ที่ครอบตาไอ้แมงวันเวลานอนรวมถึงห้ามล้างหน้าเป็นเวลาเจ็ดวัน และหากจะแต่งหน้าให้รอให้พ้นเจ็ดวันอันตรายไปก่อน .. แต่ก็บอกว่าไม่ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านก็ได้ หากอยากออกไปไหนก็ไปได้แต่ให้หลีกเลี่ยงที่ที่มีฝุ่นและควันเยอะ ๆ เท่านั้น
เราเริ่มรู้สึกยินดี เพราะหมอบอกว่าปกติแล้วคนที่ทำพีอาร์เคจะมีอาการเจ็บตามาก (มาก ๆๆๆๆๆ) มากกว่าคนที่ทำเลสิคหลายเท่าเพราะแผลใหญ่กว่า ตาจะแดงและน้ำตาจะไหลเยอะมาก แต่เรามีแค่อาการแสบตาเล็กน้อยเท่านั้น
16 ก.ค. พักฟื้นวันที่สอง
วันนี้ตื่นมาพร้อมอาการตาแดง เจ็บตาอย่างรุนแรงและน้ำตาไหลไม่หยุด เจ็บตามากจบเกือบลืมตาไม่ขึ้น
โธ่เอ๋ย อุตสาห์ดีใจนึกว่าไม่เจ็บแต่ที่ไหนได้อาการเจ็บมันเพิ่งจะมาสำแดงวันนี้ ตอนแรกกะว่าวันนี้จะออกไปกินข้าวกับน้อง ๆ ที่บางปูแต่สุดท้ายก็ต้องโทรไปยกเลิก
เนื่องจากรู้สึกเจ็บมากจนอาละวาดหมาแมวไปหลายรอบแล้ว ดิฉันก็เป็นกังวลอย่างมากเลยโทรไปคุยกับทางโรงพยาบาลซึ่งคุณพยาบาลที่รับสายก็ปลอบว่ามันเป็นอาการปกติของวันพักฟื้นวันที่ 2 เพราะวันนี้แผลที่ตาของเรากำลังจะหายจึงมีอาการแสบตามากกว่าปกติ พยาบาลแนะนำว่าให้กินยาแก้ปวดและหยอดยาแก้ปวดที่ตาควบคู่กันไป ดิฉันทำตามที่เขาแนะนำ เมื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดไปแล้วก็ยังรู้สึกหงุดหงิด เพราะมองอะไรก็ไม่ค่อยเห็นและก็ไม่รู้จะทำอะไรดี แถมจะนอนพักก็ไม่หลับ (ปกติไม่ชอบนอนกลางวัน) เลยโทรไปที่โรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อถามว่าสามารถกินยาแก้แพ้เพื่อให้หลับได้หรือไม่ ทางโน้นบอกมาว่าถ้ายาเป็นของเราเองก็สามารถกินได้ ดิฉันเลยกินยาและนอนหลับไปทั้งวัน ตื่นมาเฉพาะเวลาอาหารเท่านั้น
ตอนเย็นอาการดีขึ้นมากแต่ยังแสบตาและมีอาการตาแดงอยู่บ้าง
17 ก.ค. พักฟื้นวันที่สาม
วันนี้ตื่นมาตั้งแต่ก่อน 6 โมงเช้าเพราะว่าวันก่อนหน้านั้นหลับไปทั้งคืนกับอีกทั้งวัน ตาหายเจ็บอย่างเห็นได้ชัดและรู้สึกสดชื่นเพราะได้นอนเต็มที่
18 ก.ค.
นอกจากยาฆ่าเชื้อที่หมอให้มาหยอดวันละสี่เวลาแล้ว ยังมีน้ำตาเทียมที่คุณหมอบอกว่าให้หยอดทุก ๆ ชั่วโมง เพราะว่าตอนนี้ดิฉันใส่คอนแทคเลนส์ปิดแผลอยู่และคอนแทคเลนส์จะดูดน้ำในตาไปจะทำให้ดิฉันซึ่งเป็นคนตาแห้งอยู่แล้ว แห้งมากกว่าเดิม
น้ำตาเทียมที่หมอให้มาเท่า ๆ กับคนไข้คนอื่น ๆ (ที่ตาไม่แห้งมากแบบดิฉัน) เลยทำท่าว่าจะหมดก่อนเวลาที่หมอนัดครั้งต่อไป ดิฉันเลยชวนแม่ออกไปหาซื้อน้ำตาเทียมแบบที่หมอให้มาเสียทั่วรังสิต จนสุดท้ายไปเจอที่ร้านบูตส์ ขากลับยังสามารถแวะซื้อของที่ซูเปอร์ได้ รู้สึกดีเป็นอย่างยิ่งที่เริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมแล้ว
**น้ำตาเทียมที่หมอให้ใช้นี้เป็นน้ำตาเทียมแบบหลอดพลาสติคเล็ก ๆ ซึ่งไม่ผสมสารกันบูด เมื่อเปิดใช้แล้วจะมีอายุอยู่แค่ 24 ชั่วโมง ซึ่งหากถึงตอนนั้นยังใช้ไม่หมดก็ต้องทิ้งไป
19 ก.ค.
วันนี้หมอนัดไปถอดคอนแทคเลนส์ที่ปิดแผลออก ขาไปนั่งแทกซี่ไปคนเดียวเพราะนัดเจ้าเคให้มาเป็นเพื่อนที่โรงพยาบาล
พอถอดเลนส์เสร็จแล้วก็มองไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ (เคยบอกไปแล้วว่าเลนส์ที่หมอใส่ให้มีกำลังขยายอ่อน ๆ) พอวัดสายตาดิฉันก็ยังไม่สู้แสงไฟที่ชาร์ตวัดสายตาอยู่ดี
พอหาหมอเสร็จก็เที่ยวทั้งวันเลย ไม่มีปัญหากับเรื่องที่มองไม่ค่อยชัดเพราะเกาะชายเสื้อเจ้าเคทั้งวัน ^^"
21 ก.ค. ครบ 1 อาทิตย์อันตรายแล้ว
วันนี้เจ้าแต่งมาทำวีซ่าที่ กทม เลยออกไปเป็นเพื่อนแต่งทั้งวัน ก่อนกลับไปกินไดโดม่อนกัน ดิฉันเห็นว่าเนื่องจากแผลที่ตายังหายไม่ค่อยสนิทเลยใส่แว่นดำกินบุฟเฟต์ตลอดเวลา หลังจากออกมาจากไดโดม่อนแล้วก็รู้สึกว่าคิดถูกอย่างมากที่ใส่แว่นตาดำไว้ตอนที่กินเพราะว่าพอถอดแว่นออกมาเช็คดูปรากฏว่ามีคราบละอองน้ำมันกระเด็นขึ้นมาติดเต็มเลย
ปกติเวลานอนจะต้องเอาอ่างน้ำมาตั้งไว้ที่ข้าง ๆ เตียงเพื่อเพิ่มความชื้นในห้อง (นอนห้องแอร์) ไม่ให้ตาและช่องจมูกแห้งจนเกินไป แต่วันนี้ไม่ทันสังเกตุว่าอ่างน้ำหายไป เลยนอนไปทั้งอย่างนั้น ....
7. อาการหลังจากนั้น
22 ก.ค.
ตอนเช้าตื่นมาด้วยอาการแสบตา ตาทั้งสองข้างมีรอยแดงก่ำความกว้างประมาณครึ่ง ซม พาดเป็นทางยาวตั้งแต่หัวตาจรดหางตา สันนิษฐานว่าเป็นอาการตาแห้งเนื่องจากลืมตั้งอ่างน้ำไว้หัวนอน และที่แดงเป็นแถบ ๆ เช่นนี้เพราะว่าเวลานอนเปลือกตาปิดไม่สนิท
วันนี้ทั้งวันแสบและเคืองตามาก พอตอนบ่ายรอยแดงหายไปเกือบทั้งหมดยกเว้นที่ตาขาวที่หัวตาด้านซ้ายซึ่งยังมีอาการแดงและแสบตามากเวลาที่หยอดยา กะว่าถ้าอีกวันยังไม่ดีขึ้นจะไปหาหมอ
23 ก.ค.
อาการตาแดงและแสบตาเวลาที่หยอดยายังคงมีอยู่ พอโทรไปถามที่ศูนย์เลสิคเขาบอกว่าน่าจะเป็นอาการตาแห้งธรรมดา แต่ว่าให้รอดูไปก่อนถ้าวันรุ่งขึ้นยังไม่ดีขึ้นให้มาพบหมอ
24 ก.ค.
ตายังแดงอยู่เลยโทรไปที่ศูนย์เลสิคเพื่อนัดหมอ ปรากฎว่าหมอคนที่รักษาเราไม่เข้าเวรวันนี้เลยนักไปหาหมอตาท่านอื่น
หมอก็บอกว่าตาแห้งธรรมดานี่แหละ เลยให้ยามาหยอดอีกตัวนึง -..-
แต่ที่น่าดีใจก็คือวันนี้รู้สึกว่ามองเห็นได้ชัดมาก เลยกล้าขับรถไปที่โรงพยาบาลเอง
28 ก.ค.
วันนี้เป็นวันที่หมอนัดตรวจตาตามตาราง ก็ตรวจดูสภาพแผลและพูดคุยกันถึงเรื่องตาแดงที่มาหาหมออีกคนวันก่อน
อาการตาแดงหายไปแล้ว แต่สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ ดิฉันสามารถมองเห็นตัวเลขบนเส้นแดงของชาร์ตวัดสายตาได้อย่างค่อนข้างชัดเจน แม้จะยังต้องเพ่งอยู่บ้าง
แปลว่าที่ผ่านมานี่สายตาของดิฉันเริ่มเป็นปกติโดยที่ดิฉันก็ไม่ทันรู้ตัวเลย
หมอนัดดูอาการอีกครั้งเดือนหน้า

ชาร์ตวัดสายตาแบบด้านบนขวาในรูปเลยนะคะ
บทสรุปของอาการช่วงหลัง
ช่วง 1 เดือนแรกของการทำเลสิค การกลับมาของ "สายตาปกติ" เป็นไปอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาครึ่งเดือนดิฉันรู้สึกเหมือนกับว่ามีสายตาปกติแล้ว ซึ่งการมองเห็นจะค่อย ๆ ชัดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันยังไม่สามารถขับรถในตอนกลางคืนได้ เพราะมีอาการ "แสงกระจาย" ค่อนข้างมาก ซึ่งอาการแสงกระจายนี้ ในคนไข้ที่รับการรักษาด้วยวิธีเลสิคจะหายไปภายใน 2 วันถึง 1 อาทิตย์ แต่ในกรณีคนไข้ที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีพีอาร์เคอย่างดิฉันจะต้องใช้เวลาสองถึงสามเดือนกว่าจะหายจากอาการนี้ ซึ่งคุณหมออธิบายว่าอาการนี้จะหายไปก็ต่อเมื่อแผลที่ยิงเลเซอร์เรียบแล้ว (ซึ่งเคยอธิบายไปแล้วว่าการทำเลสิคจะแผลเล็กกว่าพีอาร์เคมาก)
ภาวะแสงกระจายก็คือ การที่เรามองเห็นแสงจากดวงไฟในที่มืดกระจายออก มองไม่ชัดในที่มืด และถ้ามีแสงไฟย้อนเข้าตา (เช่นแสงไฟจากหน้ารถ) จะทำให้เกิดอาการตาพร่าและมองไม่ชัด
อย่างไรก็ดี ณ วันที่เขียนปัจจุบันนี้ (26 ส.ค.) ก็เป็นเวลาประมาณ 1 เดือนครึ่งแล้วจากที่ทำการแก้ไขสายตาด้วยแสงเลเซอร์มา อาการมองเห็นแสงกระจายในตอนกลางคืนของดิฉันก็เริ่มดีขึ้น ยังเห็นกระจายอยู่มากพอสมควรแต่ก็สามารถขับรถตอนพลบค่ำได้แล้วแม้จะยังไม่มีความมั่นใจมากแต่ก็ขับได้ถ้าจำเป็น
ตอนนี้ก็ยังต้องหยอดยาวันละสามเวลาเพื่อให้แผลเรียบไว ๆ ไปอีกสองสามเดือน หยอดตาด้วยน้ำตาเทียมเมื่อตาแห้ง ใส่แว่นกันแดดเมื่อออกแดด และหลีกเลี่ยงการใช้สายตาเป็นเวลานาน ๆ
คาดว่าจะดีพร้อมสมบูรณ์ภายในอีก 1 - 2 เดือนข้างหน้าค่ะ
จบแล้วค่ะ ขอบคุณที่อ่านจนจบ^^
* * *
ไดอารี่ต้นทาง
"ประสบการณ์พีอาร์เค (เลสิค) ภาค 1" ที่นี่
"ประสบการณ์พีอาร์เค (เลสิค) ภาค 2" ที่นี่
"ประสบการณ์พีอาร์เค (เลสิค) ภาค 3" ที่นี่
"ประสบการณ์พีอาร์เค (เลสิค) ภาค 4" ที่นี่
"ประสบการณ์พีอาร์เค (เลสิค) ภาคจบ" ที่นี่
* * *
edit เพิ่ม วันที่ 1 ต.ค. 49
มาเพิ่มเติมนิดนึง
ลืมแจ้งไปว่าวันที่ 15 ไปตรวจตามาอีก (ครบ 2 เดือนหลังจากที่ทำพีอาร์เค) ผลการตรวจเป็นที่น่าตกตะลึง เพราะเมื่อวัดสายตาเสร็จถามคุณเจ้าหน้าที่ว่ายังคงเหลือสายตาสั้นอีกหรือเปล่า เขาบอกว่าหายไปหมดแล้ว ตอนนี้สายตาเป็นปรกติ ไม่สั้นและไม่ยาว
อีตานี้ก็ยิ้มอย่างยินดีอะดิ เคยสายตาสั้นมากมาก่อน พอทำเลสิคแล้วไม่นึกว่าจะหายไปหมดเลยอย่างนี้ (เป็นไปได้สูงว่าคนที่สายตาสั้นหรือยาวมาก ๆ พอทำเลสิคแล้วจะยังคงเหลืออาการสั้นและยาวไว้บ้าง) ถือว่าทำแล้วคุ้มจริง ๆ ส่วนอาการแสงกระจายในตอนกลางคืนนั้นตอนนี้ก็ดีวันดีคืน คาดว่าจะหายไปหมดเช่นกัน และตอนนี้ก็สามารถขับรถตอนกลางคืนได้แล้ว ^^
search code: PRK P R K P.R.K. lasic พีอาร์เค พีอาเค พี อาร์ เค พี. อาร์. เค. พี อา เค พี. อา. เค. เลสิค เลสิก การผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์